ก่อนซื้อรถยนต์มือสอง ต้องเช็คอะไรบ้าง

0 Comments

ก่อนซื้อรถยนต์มือสอง-ต้องเช็คอะไรบ้าง

          ปัจจุบันอัตราการใช้รถยนต์ส่วนตัวมีจำนวนเฉลี่ย 1 คนต่อ 1 คัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว บางคนมีครอบครองถึง 3 คันด้วยซ้ำ จึงเห็นได้ว่าตลาดการซื้อขายรถยนต์มีการแข่งขันสูง และผลิตรุ่นใหม่ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ด้วยเศรษฐกิจตอนนี้ เข้ายุคข้าวยากหมากแพง การใช้จ่ายเงินมีการคิดหน้าพะวงหลัง อยากจะซื้อรถยนต์สักคันก็ไม่อยากจ่ายแพง การซื้อรถยนต์มือสองจึงเป็นทางเลือกในการออมเงินไว้ใช้ในอนาคต  แต่รถมือสองย่อมเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ทีนี้ก่อนตัดสินใจซื้อเรามีวิธีเช็คด้วยตัวเองเบื้องต้นให้พออุ่นใจก่อนจ่ายเงิน มีอะไรบ้าง เริ่มกันเลย

สภาพโครงสร้างของรถยนต์

อย่างฝากระโปรงด้านหน้ารถ และขอบประตูรถจะมีขอบซิลิโคน หากยังไม่ผ่านการรื้อหรือเปลี่ยน ถ้าเดิมจากโรงงานจะต้องเห็นขอบซิลิโคนชัดเจนและเมื่อกดลงไปจะต้องยุบตามแรงกด นั่นหมายถึงว่ารถคันนี้ยังไม่ผ่านการชนที่รุนแรงถึงกับต้องเปลี่ยนฝากระโปรงหรือซ่อมมาแล้วอย่างหนัก

แผ่นเพลทของรถยนต์

          แผ่นเพลทที่ติดมาจากโรงงานนั่นเอง รถแต่ละรุ่นจะติดตำแหน่งไม่เหมือนกัน แต่จะมีแผ่นนี้แน่นอน เป็นข้อความที่แสดงถึงยี่ห้อรถ และรหัสตัวถัง และรุ่นของรถ ซึ่งหากรถมือสองคันไหนไม่มีแผ่นเพลท หมายความว่ารถได้ผ่านการทำสีใหม่มาแล้ว กรณีทำสีใหม่จะตั้งข้อสังเกตกันว่ารถผ่านการมีอุบัติเหตุมาแล้ว แผ่นจึงหลุดหายไป

ตรวจเช็คหัวนอตรอบด้าน

          การดูนอตระหว่างข้อต่อของส่วนประกอบรถดูได้ง่าย ๆ ถ้าของเดิมจากโรงงานจะดูแน่น และไม่มีรอยขันนอตออกไปเลย แต่ถ้าเคยผ่านมารื้อโครงสร้างใหม่ สีที่เคลือบตัวนอตจะหลุดกะเทาะออก ถึงแม้ว่าจะมีการทาสีทับแล้วก็ตาม จะดูไม่เนียนเหมือนของเดิมเลย

เช็คตัวเครื่องยนต์

          นั่นคือการทดลองขับหรือสตาร์ทรถยนต์ว่ามีเสียงแปลก ๆ หรือสตาร์ทติดได้ง่ายหรือไม่ ระบบไฟหน้าปัดมีปัญหาหรือเปล่า เช็คเกียร์ พวงมาลัย และระหว่างที่ทดลองขับอยู่ ให้สังเกตเวลาเข้าโค้งหรือเบรกด้วยว่าปกติหรือมีอาการสะดุดตรงไหน

เอกสารของรถจะต้องครบ

          รถยนต์ทุกคันจะมีสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ และให้เช็คเลขตัวถังในสมุดด้วยว่าตรงกับเลขตัวถึงที่รถด้วย ส่วนเอกสารอื่น ๆ เช่น ประกัน และสมุดการตรวจสภาพรถยนต์ว่าเข้าศูนย์ครบตามกำหนดหรือไม่

รอยเชื่อมบังโคลนหลัง

          ลักษณะของรถเดิมจากโรงงานจะต้องมีรอยเชื่อมหรือรอยสปอตที่ชัดเจน ดูเชื่อมกันสนิท หากรถคันที่เราสนใจอยู่มีรอยที่ไม่ชัดเจนหรือผ่านการปกปิด ก็อาจเดาได้ว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุอย่างหนักมาแล้ว

นี้ก็เป็นจุดที่ต้องเช็คก่อนเลือกซื้อรถยนต์มือสองสักคัน หากผ่านครบตามทุกลักษณะที่กล่าวมา ก็มั่นใจได้เลยว่าซื้อมาขับแล้วคุ้ม ไม่ต้องเสียเงินมาซ่อมบำรุงกันทีหลัง และเจ็บใจที่โดนย้อมแมวมาขายให้เรา

เคล็ดลับดูแลสีของรถยนต์ ให้ดูสดใหม่ราวกับป้ายแดง

0 Comments

เคล็ดลับดูแลสีของรถยนต์-ให้ดูสดใหม่ราวกับป้ายแดง

รู้มั้ย รถยนต์ที่เราขับเปรียบเสมือนหน้าตาของเราด้วย  หากเราหมั่นดูแลทำความสะอาด ไม่ว่าจะรถยนต์สีอะไร หากรักษาให้เงาวับอยู่เสมอ ไปจอดที่ใด ใคร ๆ ก็หันมาชื่นชม พลอยทำให้เจ้าของรถรู้สึกภูมิใจไปด้วย วันนี้สาระดี ๆ เกี่ยวกับการรักษาสภาพสีของรถยนต์ ที่จะทำให้รถยนต์ของคุณดูสดใหม่ ไม่หม่นหมอง และสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นกันด้วยวิธีต่อไปนี้

ล้างรถยนต์บ่อย ๆ

อย่างน้อยเดือนละครั้งก็ยังดี โดยเฉพาะรถที่จะต้องขับออกไปเจอฝุ่นควันตามท้องถนนทุกวัน หากละเลยไม่ค่อยล้างทำความสะอาด พวกคราบต่าง ๆ ก็จะติดแน่นกับพื้นผิวของรถยนต์ทำให้ล้างออกยากไม่หมดจด  และทำให้รถดูหม่นหมอง โดยเฉพาะรถยนต์สีขาว จะสังเกตเห็นได้ง่ายกว่าสีอื่น

เลือกจอดรถในที่ร่มเสมอ

ไม่ว่าจะน้ำค้างตอนกลางคืน ฝนตก หรือแดดจ้า ก็ล้วนมีผลต่อสีของรถได้ทั้งสิ้น เพราะจะทำให้สีของรถด่างเร็ว และซีดลง ไม่ว่ารถจะราคาแพงแค่ไหน สภาพอากาศก็ทำร้ายได้ทั้งนั้น การเลือกจอดในที่ร่มไว้ก่อน เป็นการคงสภาพสีรถให้สดใสอีกยาวนาน

เมื่อพบคราบรีบกำจัดออกทันที

จากที่แนะนำให้จอดในที่ร่ม บางทีอาจจะเจอปัญหายางไม้ มูลนก หรือผลของต้นไม้ตกใส่ เมื่อเห็นแล้วให้รีบเช็ดออกทันที เพราะคราบที่เกิดจากธรรมชาติเหล่านี้ จะมีความเป็นกรดอ่อน ๆ แต่เมื่อติดอยู่กับพื้นผิวของรถนาน ๆ ก็ทำให้กัดกร่อนสีรถยนต์ และทำลายแลคเกอร์ที่เคลือบรถยนต์ทำให้เกิดเป็นคราบดวง ๆ ทิ้งไว้กับผิวรถ

การติดฟิล์มกันรอย

ฟิล์มกันรอยก็เป็นเหมือนสติ๊กเกอร์ใสที่มาหุ้มรถยนต์ จะช่วยในเรื่องกันเศษหิน เศษแมลงต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดรอยเล็บแมว วิธีนี้ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงนิดหนึ่ง จะสังเกตได้ว่าพวกรถราคาแพง ๆ จะนิยมรักษาสภาพสีรถกันด้วยวิธีนี้เยอะมาก

การเคลือบผิว

การเคลือบสีรถยนต์

วิธีนี้ก็มีค่าใช้จ่ายแพงเช่นกัน อย่างที่เคยได้ยินกันว่าเคลือบแก้ว จะทำให้ผิวของรถมีความหนาขึ้น และมีความแวววาว ใส ทำความสะอาดได้ง่าย เพราะเป็นการเคลือบทับพื้นผิวรถยนต์ทั้งคัน วิธีนี้มีข้อดีคือ เวลาถ้าเราขับรถยนต์ไปแล้วเจอเศษหิน มันจะกระเทาะโดนรถแค่นิดเดียว จะโดนแค่ผิวภายนอกที่เคลือบแก้วไว้เท่านั้น

การขัดสีรถยนต์

วิธีนี้จะเป็นการดึงสีรถให้กลับมาสวยสดใสเหมือนออกรถป้ายแดง แต่ข้อเสียคือจะทำให้ผิวของรถบางขึ้น แนะนำว่าควรขัดสี 2 ปีต่อครั้ง และหาช่างที่มีประสบการณ์ไว้ใจได้

นี้ก็เป็นวิธีการบำรุงรักษาสีของรถยนต์ด้วยวิธีที่แสนง่าย ที่จะช่วยถนอมสีของรถและยืดอายุของสีรถให้สวยเหมือนใหม่ตลอดเวลา แนะนำกันอีกนิดว่าหากเลี่ยงไม่ได้จำเป็นจะต้องจอดรถไว้ที่กลางแจ้ง ควรจะหาผ้าคลุมรถไว้เพื่อป้องกันฝุ่นละลอง น้ำจากฟ้า และแสงแดด

5 สัญญาณเตือนไฟหน้าปัด ที่คนมีรถยนต์ต้องรู้

0 Comments

5-สัญญาณเตือนไฟหน้าปัด-ที่คนมีรถยนต์ต้องรู้

ทุกวันนี้มีจำนวนคนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะเป็นเพราะความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดสรรเวลาได้ด้วยตนเอง แต่รถเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ย่อมเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือมีการงอแงเล็กน้อยบ้าง และสัญญาณเตือนเกี่ยวกับรถยนต์ที่น่าอันตราย ที่คนมีรถต้องรู้และไม่ควรละเลย มีอะไรบ้างนั้น

ไฟเตือนระบบเบรก

          หลายคนอาจจะคิดแค่ว่าเมื่อสัญญาณไฟนี้เตือนขึ้นมา อาจจะลืมปลดเบรกมือ หรือปลดไม่สุด แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แค่นั้น ไฟเตือนนี้บอกได้ถึงระบบเบรกกำลังมีปัญหา หรือน้ำมันเบรกอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าปกติ และในรถยนต์บางคันที่มีระบบ ABS สัญญาณไฟเตือนก็อาจฟ้องได้ว่ากำลังมีปัญหาของระบบป้องกันล้อล็อคของ ABS

ไฟเตือนระบบเครื่องยนต์

          นี่เป็นสัญญาณที่น่าใจหายสำหรับคนขับรถเช่นกัน เพราะเหมือนกับว่าจะต้องลากันไปข้างหนึ่งแล้ว หรือไม่ก็คงซ่อมหนักพอสมควร แต่ปัจจุบันการก้าวล้ำของเทคโนโลยีนำมาช่วยในเรื่องการบำรุงรักษารถยนต์คือ เมื่อสัญญาณไฟเตือนระบบรถยนต์ขึ้นมา อย่าเพิ่งตกใจไปก่อน เพราะอาจจะมีสาเหตุที่ปิดฝาถึงน้ำมันไม่สนิท และมีอีกหลายสาเหตุคือ ท่อลมชำรุดได้รับความเสียหาย หัวเทียนบอด หากขึ้นเพียงแค่ตำแหน่งเดียว ก็ค่อยเบาใจ แต่หากสัญญาณนี้ขึ้นร่วมกับสัญญาณไฟอื่น อันนี้ต้องเข้าศูนย์เช็คแล้วล่ะ

ไฟสัญญาเตือนของน้ำมันเครื่อง

          น้ำมันเครื่องปกติจะเปลี่ยนทุก ๆ ปี หรือทุกระยะ ตามที่กำหนด หากหลงลืมและทำให้น้ำมันเครื่องต่ำกว่าเกณฑ์ จนไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงระบบการทำงานของรถได้ไม่ทั่วถึง หากทนฝืนใช้ไปนาน ๆ ทำให้รถพังได้ ฉะนั้นหากสัญญาณนี้ขึ้นมา ก็ควรเช็คเรื่องของน้ำมันเครื่องด้วย

ไฟสัญลักษณ์ ABS

          การทำงานของระบบ ABS จะเป็นคนละส่วนกับเบรก ซึ่งรถยนต์รุ่นเก่าอาจจะไม่มีระบบนี้ ABS จะช่วยชะลอการหยุดรถของการเบรก คือ เมื่อเกิดการเบรกกะทันหันบนท้องถนนจนล้อล็อค ระบบ ABS ช่วยให้เกิดการทรงตัวของรถเวลาเบรกฉุกเฉินด้วยความเร็ว ลดการไถลของรถและการพลิกคว่ำ ที่จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ไฟสัญญาณรูปปรอท อุณหภูมิของรถ

          หากสัญญาณนี้เตือนขึ้นมา เป็นสิ่งที่เตือนถึงความร้อนในห้องเครื่องยนต์ การความผิดปกติของระบบระบายอากาศในเครื่องยนต์ จึงต้องหยุดและเช็ครถทันที หากฝืนที่จะขับต่อ รถอาจเกิดอาการ Over Heat เครื่องยนต์มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีความร้อนจนถึงขีดจำกัด เกินกำลังของเครื่องยนต์จะทำงานต่อได้ เสี่ยงรถพังและสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์มาก

นี่เป็นสัญญาณเตือนของไฟหน้าปัดรถยนต์ที่เป็นสีแดง สีแดงคืออาการของเครื่องยนต์ที่ควรหมั่นตรวจเช็คสภาพอยู่สม่ำเสมอ และถ้าทนฝืนขับรถในระยะยาวและทางไกล ก็เสี่ยงที่จะอำลารถคันโปรดของคุณได้เร็วกว่าที่คิด

เทคนิคแก้ง่วงชั้นดียามต้องขับรถระยะทางไกล ๆ

0 Comments

คนขับง่วงนอน

สำหรับคนไหนที่ต้องขับรถไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลหรือการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำ หากขาดการพักผ่อนที่เพียงพอโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุย่อมมีสูงโดยเฉพาะสาเหตุหลักอันมาจาก หลับใน จึงอยากหาวิธีในการนำเสนอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น บอกเลยว่าทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกันอีกด้วย

  1. เตรียมของเปรี้ยวติดรถเอาไว้เลย – ของเปรี้ยวจะทำให้ประสาทสัมผัสเมื่อได้รับเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น มีการตื่นตัวมากกว่าเดิม สังเกตว่าใครต้องขับรถระยะทางไกล ๆ มักมีของเปรี้ยวจำพวกผลไม้, ผลไม้ดอง หรือลูกอมรสเปรี้ยวติดเอาไว้เสมอ เมื่อทานเข้าไปตอนง่วง ๆ มันช่างได้ผลในการทำให้คุณขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ได้อย่างดี
  2. เปิดเพลงหนัก ๆ อย่าปล่อยอารมณ์ไปตามเพลงชิลล์ ๆ – การเปิดเพลงเสียงดังให้กระหึ่มหน่อย ๆ จะช่วยทำให้ประสาทสัมผัสของคุณรู้สึกถึงความสนุกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีความตื่นตัวมากขึ้นจึงทำให้การขับขี่มีสติ ไม่ง่วง เน้นย้ำว่าควรเป็นเพลงเร็วหรือเพลงที่มีจังหวะสนุก ๆ อย่าเน้นเพลงช้าจะยิ่งทำให้ง่วงหนักขึ้นไปอีก
  3. พักข้างทางในที่ปลอดภัยแล้วงีบหลับสักตื่น – วิธีแก้ง่วงได้ดีที่สุดคือการนอน ดังนั้นหากคุณรู้สึกว่าง่วงจัดจนแทบทนไม่ไหวแล้วให้จอดแวะข้างทางแล้วพักสายตาจริง ๆ จัง ๆ ราว 20 นาที ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หรือใครเจอปั๊มน้ำมันก็แวะนอนแล้วตื่นมาล้างหน้าล้างตากันหน่อย แค่นี้ก็ทำให้หายง่วงพร้อมเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว
  4. ฟังเรื่องสยองให้สมองได้จินตนาการ – การฟังเรื่องผีหรือเรื่องสยองระหว่างเดินทางจะทำให้สมองเกิดการรับรู้ผสมกับความหวาดกลัวจนรู้สึกไม่อยากหลับตา คล้ายคนกลัวผีก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก แนะนำว่าใครที่เป็นสายหลอนหน่อยเอาวิธีนี้ไปใช้เชื่อว่าได้ผลมากทีเดียว แต่ก็อย่าจินตนาการไปไกลจนขาดสติก็แล้วกัน
  5. เครื่องดื่มชูกำลังหรือกาแฟจัดไป – เครื่องดื่มเหล่านี้จะมีคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ลดความง่วงในระหว่างขับขี่ได้เป็นอย่างดี ใครที่ดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ได้ก็จัดไปแต่ถ้าหากบางคนไม่ชอบ ดื่มไม่ได้เนื่องจากสุขภาพ แนะนำให้ล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็นจัดสักหน่อยก็ถือว่าดีทีเดียว

แต่ละวิธีที่นำเสนอในการแก้ง่วงระหว่างขับรถจะเป็นแนวทางในการลดปัญหาอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คงไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องราย ๆ แบบนี้อยู่แล้ว

เตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนขับรถทางไกลให้สบายใจ

0 Comments

ขับรถทางไกล

การขับรถในระยะทางไกล ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวให้ดี ต่อให้บอกว่าขับรถมายาวนานแค่ไหนแต่เรื่องไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ตลอดเวลา อย่าประมาทกับสิ่งที่ยังไม่มาถึงเพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วคุณจะไม่มีสิทธิ์แก้ตัวใหม่ได้เลย ใครที่กำลังมีโปรแกรมต้องขับรถระยะทางไกล ๆ ในอนาคตลองมาดูวิธีเตรียมตัวให้พร้อมทุกสถานการณ์ รับรองว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้มากกว่าเดิม

  1. ตรวจสอบสภาพรถยนต์คันที่จะใช้งาน – การเดินทางไกลจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการขับขี่นานมากด้วยเหตุนี้การตรวจสอบสภาพความพร้อมต่าง ๆ ของรถยนต์จึงต้องทำให้แน่ใจว่าดีที่สุด เช่น ระดับลมยาง, ของเหลวต่าง ๆ, ระบบส่องสว่าง, แบตเตอรี่ เป็นต้น อย่าลืมว่าการขับไปในเส้นทางไกล ๆ หากรถเกิดปัญหาจะไปร้านซ่อมก็คงยากน่าดูทีเดียว
  2. ศึกษาเส้นทางนั้น ๆ ให้ดีทุกครั้ง – แม้ว่าจะเคยเป็นเส้นทางที่ขับเป็นประจำแต่ทุก ๆ ครั้งที่ต้องไปก็ควรตรวจสอบให้ดีว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ส่วนใครที่ไม่เคยขับเส้นทางนั้น ๆ มาก่อนยิ่งต้องพยายามเช็คให้ละเอียดว่าเป็นอย่างไร มีจุดต้องคอยระมัดระวังตรงไหนบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าขับไปถูกและไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ ตามมา
  3. พักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันเดินทาง – การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญมากของผู้ขับรถยนต์ทางไกล ๆ ด้วยความที่ต้องใช้เวลานานอาการเหนื่อยล้าหรือเพลียจนหลับในสามารถเกิดขึ้นได้ ทางที่ดีควรนอนพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนวันเดินทาง 1 วัน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์, ทำจิตใจให้สบาย ๆ รับรองว่าขับได้ยาว ๆ แน่
  4. ของแก้ง่วงต้องพร้อม – ต่อจากข้อที่แล้วแม้จะมีการเตรียมพร้อมร่างกายขนาดไหนแต่ถ้าหากมันไกลมากจริง ๆ ก็เหนื่อยได้เหมือนกันจึงต้องมีการเตรียมอะไรแก้ง่วงติดรถไปด้วย เช่น ของเปรี้ยว, ซีดีเพลงมันส์ ๆ เป็นต้น รับรองว่าจะช่วยให้คุณหายง่วงได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้ารู้สึกว่าตนเองไม่ไหวจริง ๆ ก็ควรแวะพักข้างทางพื้นที่ปลอดภัยแล้วหลับสักงีบจะดีที่สุด
  5. อุปกรณ์ซ่อมแซมเบื้องต้นพร้อมอะไหล่ – อย่างที่บอกว่าระยะทางไกล ๆ เป็นเส้นทางไม่คุ้นชินหากรถมีปัญหายางรั่ว, แบตหมด ฯลฯ ก็ควรต้องแก้ไขด้วยตนเอง ดังนั้นบรรดาอุปกรณ์ซ่อมแซมพื้นฐานต้องมีติดรถเอาไว้เช่นเดียวกับพวกอะไหล่ เช่น ยางสำรอง เป็นต้น

ขับรถอย่างมีความสุข

หากมีการเตรียมตัวที่ดีรับรองว่าต่อให้ต้องขับรถในระยะทางแสนไกลขนาดไหนก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงที่หมายปลอดภัย เดินทางกลับสบายใจ ไปได้ทุกที่แค่มีเทคนิคในการขับขี่และการเตรียมตัวให้พร้อม

ขับรถให้ประหยัดน้ำมัน คุณเองก็ทำได้ง่าย ๆ

0 Comments

ด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ามีผลต่อเงินในกระเป๋าของผู้ขับขี่รถยนต์เป็นอย่างมาก ยิ่งใครต้องใช้รถเป็นประจำพอเห็นค่าใช้จ่ายจากการเติมน้ำมันแล้วถึงกับต้องสะดุ้ง จะดีกว่าหรือไม่หากตัวเราเองจะเป็นผู้ลดการใช้น้ำมันลงได้ ด้วยเหตุนี้จึงอยากนำเสนอวิธีดี ๆ ในการขับรถให้ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด ช่วยเซฟเงินให้มีมากกว่าเดิมโดยยังคงใช้รถได้ตามปกติ

เชื้อเพลิงเปล่า

  1. สตาร์ทแล้วปล่อยเครื่องทิ้งไว้ครู่หนึ่ง – การจะออกตัวรถเลยเมื่อสตาร์ทเสร็จทำให้เครื่องยนต์ยังทำงานไม่ได้เต็มที่จึงมีการดูดเอาน้ำมันไปใช้มากขึ้นกว่าเดิม แค่เปลี่ยนง่าย ๆ เมื่อคุณสตาร์ทรถแล้วปล่อยทิ้งไว้ก่อนสักครึ่งนาทีจากนั้นค่อยออกตัว เครื่องยนต์จะเริ่มทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ตั้งแต่เริ่มออกตัว
  2. อย่าแตะเบรกบ่อยครั้ง – มีหลายคนที่ชอบติดนิสัยแตะเบรกบ่อย ๆ ซึ่งการชะลอความเร็วแล้วเร่งขึ้นจะทำให้กินน้ำมันเยอะมาก ยิ่งทำแบบนี้บ่อย ๆ เท่าไหร่น้ำมันก็หมดไวเท่านั้น เพิ่มเติมอีกนิดคือเวลาเจอทางขรุขระหรือลูกระนาบไม่ควรขับแล้วเบรกติด ๆ กัน ควรขับช้า ๆ แล้วแค่ปล่อยคันเร่งก็พอ
  3. พยายามบรรทุกให้น้อยเข้าไว้ – สิ่งไหนไม่จำเป็นสำหรับอยู่บนรถก็เอาออกไปให้หมดเพราะยิ่งรถมีน้ำหนักเยอะเท่าไหร่ก็ต้องใช้แรงเยอะเท่านั้น หมายถึงน้ำมันก็จะถูกสูบฉีดให้กินปริมาณเยอะขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  4. ขับรถด้วยความเร็วเหมาะสม – การขับรถเร็วเกินไปนอกจากอันตรายแล้วยังเปลืองน้ำมันอีกต่างหาก ทางที่ดีคือควรขับรถด้วยความเร็วเหมาะสม ไม่ต้องรีบร้อนมากจนเกินไปและใช้ความเร็วอย่างคงที่จะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันขึ้นได้อีกหลายเท่าตัว โดยความเร็วที่เหมาะสมคือ 90-110 กม./ชม.
  5. อย่าเปลี่ยนเลนไปมาบ่อย ๆ – เมื่อต้องปาดซ้ายปาดขวาแซงคันหน้าบ่อย ๆ จะทำให้คุณต้องเร่งเครื่องให้เร็วกว่าเดิมแล้วก็กลับมาขับปกติ นั่นส่งผลให้รถจะซดน้ำมันอย่างสนุกสนานสังเกตว่าหากคุณขับแบบนี้เป็นประจำน้ำมันจะลดลงเร็วมาก แนะนำให้ขับตามเส้นทางไปเรื่อย ๆ มีจังหวะแซงอย่างเหมาะสมจะดีที่สุด

ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

การขับรถให้ประหยัดน้ำมันถือว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย ทุก ๆ คนสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งสิ่งที่คุณจะเห็นไม่ใช่แค่น้ำมันที่ไม่เปลืองมากเกินไป แต่ยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋า ชีวิตรอดปลอดภัยจากอันตรายที่ต้องขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง โอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยลง ยิ่งทุกคนมีวินับจราจนก็จะยิ่งเพิ่มความสุขบนท้องถนนให้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

รู้หรือไม่ ทำไมจึงควรเปลี่ยนยางรถยนต์ตามอายุที่เหมาะสม

0 Comments

หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของรถยนต์ทุกคันที่ต้องหมั่นเอาใจใส่มากเป็นพิเศษก็คือยางรถยนต์ ด้วยความที่อุปกรณ์นี้ต้องสัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลาจึงทำให้เกิดการสึกหรอได้ง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ และอย่าลืมว่าหากขับรถที่ยางมีปัญหาโอกาสเกิดอันตรายมีสูงมาก ๆ ด้วยเหตุนี้จึงสังเกตว่าเมื่อถึงช่วงเวลาในการเปลี่ยนยางใหม่ช่างมักต้องให้เปลี่ยนทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้ และนี่คือเหตุผลที่บอกได้ว่าการเปลี่ยนยางให้รถยนต์ตามอายุมีสิ่งดี ๆ ให้กับผู้ขับขี่มากมาย

  1. ประหยัดนำมันในแบบที่คุณคาดไม่ถึง – ยางใหม่จะมีผิวสัมผัสที่ยึดแน่นเกาะถนนดีกว่าส่งผลให้ตัวรถสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ เนื้อยางและส่วนประกอบทั่วไปมีความยืดหยุ่นที่เหมาะสม ยิ่งรถที่วิ่งโดยไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคจะช่วยทำความเร็วในระดับปกติได้ดี เป็นการประหยัดน้ำมันที่บอกเลยว่าดีต่อใจมาก ๆ
  2. ประสิทธิภาพการทรงตัวของรถสูงกว่าเดิม – ยิ่งยางรถยนต์สึกหรอมากเท่าไหร่สมรรถนะในการขับขี่ก็ด้อยลงเท่านั้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุจึงมีสูงมาก การเปลี่ยนยางใหม่ตามระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยทำให้การทรงตัวของรถมีประสิทธิภาพดี ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายระหว่างขับขี่ แถมยังลดความเสี่ยงยางระเบิดเพราะตัวรถมีน้ำหนักในการขับขี่ไม่เท่ากันอีกด้วย
  3. ขับสบาย นุ่มนวล เงียบ – สังเกตว่ายางที่ถูกใช้งานมานานหน้ายางจะแข็งกว่าปกติจึงทำให้เวลาขับขี่แล้วเกิดการกระแทกแรง ๆ เข้ามายังห้องผู้โดยสารได้บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีเสียงดังเวลาล้อกระทบกับพื้นผิวถนนอีกด้วย การเปลี่ยนยางตามรอบที่เหมาะสมจะทำให้ได้หน้ายางใหม่ เกาะพื้นถนนดีเยี่ยม เงียบ ไม่รู้สึกกระแทกหรือแข็งมากจนเกินไปนัก โดยรวม ๆ คือ รถมีความนุ่มนวลมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ควบคุมระยะการเบรกได้ดีกว่า – ด้วยความที่ยางใหม่เกาะถนนมากกว่าอยู่แล้ว การควบคุมระยะเบรกก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกลัวลื่นไถลหรือเบรกไม่อยู่ ตัวยางจะยึดติดกับพื้นถนนได้ดี โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลงตามไปด้วย ใครที่ชอบขับรถเร็วยิ่งต้องเปลี่ยนยางตามกำหนดอย่าให้ขาดเพราะโอกาสเกิดอันตรายหรือความประมาทจนนำมาซึ่งเรื่องสูญเสียมีสูง

ขับรถอย่างปลอดภัย

เมื่อรู้แบบนี้แล้วลองเช็คยางรถยนต์ของคุณดูก่อนออกไปไหนมาไหนว่าถึงเวลาที่ควรต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง อย่ามองว่ายางมีราคาแพงเพราะชีวิตสำคัญกว่าอีกหลายเท่า การขับขี่ที่ปลอดภัยจุดแรกที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคืออุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถนั่นเอง เพื่อคุณจะได้สบายใจทุกการขับขี่

Facebook

Recent Posts

Recent Comments

    Archives

    Categories

    Loading

    Share with:

    Facebook Twitter Google LinkedIn Pinterest